Cloud Computing คืออะไร
  • บทความโดย eak500 : March 6th, 2011
  •  

    Cloud Computing คืออะไร NIST (The National Institute of Standards and Technology)  ให้นิยามไว้ว่า   Cloud Computing คือ รูปแบบการให้ความสะดวกในการใช้เครือข่ายตามต้องการเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มทรัพยากรการคำนวณที่ปรับแต่งได้(configurable computing resources) เช่น ระบบเครือข่าย(networks)  ระบบserver ระบบเก็บข้อมูล(storage) โปรแกรม(Application) และการให้บริการ(service) ที่สามารถเริ่มและเลิกใช้งานได้ง่าย ต้องการการจัดการดูแลน้อย

     

    งงไหม?

     

    ถ้างงงั้นอ่านเวอร์ชั่นนี้   คำว่า Cloud แปลเป็นไทยว่า “เมฆ” และเมฆมักจะถูกวาดในแผนผัง network เพื่อแทนระบบ internet , คำว่า computing แปลว่าการคำนวณ  ดังนั้น Cloud Computing แปลว่า การคำนวณจากก้อนเมฆ หรือ การคำนวณจาก internet นั่นเอง ….ดีขึ้นม่ะ

    ความหมายก็คือ แทนที่ทุกวันนี้เครื่องคอมพิวเตอร์เราทำงาน(คำนวณ)ทุกอย่างด้วยตัวเอง   เราก็ให้ internet คำนวณให้แทน  คอมพิวเตอร์เรามีหน้าที่ส่งคำสั่งให้ internet คำนวณ เสร็จแล้ว internet ก็ส่งผลกลับมา คอมพิวเตอร์เราก็แสดงผล  คอมพิวเตอร์เรามีหน้าที่รับและส่งข้อมูลแค่นั้น

    แต่…การจะส่งผ่านข้อมูลได้นั่นจะต้องผ่านตัวกลางตัวนึงซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์เรากับ internet คุยกันรู้เรื่อง หรือภาษาทางการเรียกว่า โปรแกรม middleware โปรแกรม middleware นี้อาจจะเป็นเพียงโปรแกรม browser ธรรมดาๆก็ได้เช่นพวก  internet explorer, Chrome, Firefox, Opera, Safari  หรืออาจจะเป็นโปรแกรมเฉพาะพิเศษก็ได้เช่น Evernote, Dropbox, …

     

    รูปแสดงการคำนวณจากก้อนเมฆ และไม่เมฆ (แบบธรรมดา)

    User: หรือผู้ใช้งาน ต้องการทำงานอย่างนึง เช่น ต้องการแต่งรูป

    Software: User ก็เปิด Software ที่ใช้แต่งรูป เช่น photoshop, photoshop(software) ก็จะมีสามารถทำอะไรเกี่ยวกับการแต่งภาพรูปได้ เช่น ทำรูปสว่างขึ้น สีเข้มขึ้น ภาพคมขึ้น … และเวลา user สั่งอะไร Software จะเป็นตัวประมวณผลเ(คำนวณ)เอง

    Operating System: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางจัดการระหว่าง software และ hardware เช่น เวลาเราสั่งให้ photoshop ทำภาพให้สว่างขึ้น photoshop ก็ต้องบอก Operating Systems ให้ไปบอกหน้าจอ(hardware)ให้เพิ่มแสงสว่างหน้า

    Hardware: ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เราสัมผัสได้จริงๆ เช่น หน้าจอ, keyboard, mouse, ลำโพง …

    Middleware: มีหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารระหว่าง user กับ Cloud (internet)

     

    ยกตัวอย่าง Cloud Computing แบบ Application ก็เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เรามีโปรแกรม photoshop  เราใช้ photoshop แต่งภาพให้สว่างขึ้น … เครื่องคอมพิวเตอร์เราก็จะต้องทำการคำนวณทำให้ภาพสว่างขึ้้น   แต่ถ้าเป็น Cloud Computing เราก็ใช้คอมพิวเตอร์เราเปิด browser ขึ้นมา แล้วเข้าไปที่เวปไซด์ที่ให้บริการแต่งรูป เราก็ส่งรูปเข้าไป แล้วก็ปรับแต่งตามความต้องการ ปรับเสร็จทางเวปก็จะให้เรา save รูปกลับลงมาในเครื่อง  เครื่องเราทำหน้าที่แค่ส่งรูปกับรับรูป ส่วนการปรับแต่งให้ภาพสว่างขึ้น internet(หรือเวปนั้น)เป็นคนทำให้เรา (เวปที่ให้บริการนี้ก็เช่น http://www.picnik.com)

     

    ยกอีกตัวอย่างนึงเป็น Cloud Computing แบบ Storage ก็คือให้บริการจัดเก็บข้อมูล … ก็คือแทนที่เราจะเก็บข้อมูลเราไว้ใน harddisk ในคอมพิวเตอร์เรา เราก็เก็บไว้บน internet แทน   เครื่องเราก็ไม่ต้องการ harddisk ที่ใหญ่มาก และเราก็สามารถเข้าถึงข้อมูลเราเวลาไหนจากที่ไหนก็ได้ คอมพิวเตอร์เครื่องไหนก็ได้ที่ต่อ internet ได้ แค่นั้นเอง  (ตัวอย่างเช่น dropboxBox.net บริการ 2 ตัวนี้ใช้โปรแกรม middleware เฉพาะของเค้าเองก็ได้หรือจะ ใช้ browser ก็ได้)

     

    แล้ว Cloud Computing มันดียังไง

    -  เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ software มาลงที่เครื่องเราเอง เราสามารถใช้ Cloud Computing ได้ไม่ต้องเสียเงิน หรืออาจจะเสียค่าบริการเป็นรายเดือน หรือตามขนาดพื้นที่ที่เราเอาข้อมูลไปใส่ (กรณี storage)

    - Software ที่เราใช้ update อยู่เสมอ เราไม่ต้องเป็นคนจัดการ

    - เราสามารถใช้บริการ (ดึงข้อมูล, แต่งภาพ, …) จากที่ไหนก็ได้ คอมพิวเตอร์(หรือมือถือ)เครื่องไหนก็ได้ที่ต่อ internet ได้

    - มองในอีกแง่นึงเป็นการSyncข้อมูล ระหว่างคอมพิวเตอร์ หรือมือถือหลายๆเครื่อง  ทุกวันนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราหนึ่งคนมี คอมพิวเตอร์ มากกว่า 1 เครื่อง มีมือถือมากกว่า 1 เครื่อง การทำให้ข้อมูลในอุปกรณ์ทุกอย่างของเรา update อยู่ตลอดเวลา ไม่สับสนว่าข้อมูลในเครื่องไหนใหม่กว่ากันสำคัญมาก

    - เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพดีๆก็ได้ เพียงแค่สามารถใช้งาน middleware ได้ก็พอแล้ว

    - อย่างกรณีบริษัทต่างๆ ก็ไม่ต้องเป็นต้องมี IT support ก็ได้ (เพราะทุกอย่าง update อัตโนมัติ ถ้ามีปัญหาอะไรเจ้าของบริการนั้นๆก็จะเป็นคนแก้)

    - อย่างกรณ์บริษัทต่างๆก็ประหยัดพื้นที่ เพราะไม่ต้องมีพื้นที่วางserver ของตัวเอง ไม่ต้องมีแผนก หรือบุคคลากร IT

     

    แล้วข้อเสียหล่ะ

    - เนื่องจากทุกอย่างขึ้นอยู่กับ internet ดังนั้นถ้าขาด internet หรือ network ที่มีความเร็วพอเพียง  Cloud Computing ก็จบกัน

    - ความปลอดภัยของข้อมูล  ถ้าเกิดวันนึง server ที่ให้บริการเกิดติดไวรัส แล้วเค้าไม่มีระบบสำรองข้อมูลที่ดีพอ เราอาจจะสูญเสียข้อมูลของเราได้

    - ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล เนื่องจากเราต้องเอาข้อมูลส่งไปให้ sever ผู้ให้บริการ  ดังนั้นเค้าก็อาจจะเอาข้อมูลเราไปทำอย่างอื่นอะไรก็ได้ หรือทางเค้าอาจจะโดย hacker ลอบเข้ามาขโมยข้อมูลก็ได้

     

    ตัวอย่างบริการ Cloud Computing ที่น่าสนใจ

    Google: ฟรี:ออกตัวชัดเจนมากกับการทำ Cloud Computing โดยกำลังสุ้มทำ Chrome OS มาแทนที่ OS ที่มีอยู่ทุกวันนี้ โดยตั้งเป้าหมายว่าสามารถเปิดเครื่องได้เร็วมาก(เหมือนเปิดทีวี) และไม่จำเป็นต้องลง software โปรแกรมต่างๆใ้ห้หนักเครื่อง ทุกอย่างทำบน internet หมด  สามารถใช้บริการที่google มีอยู่แล้ว  Gmail, Google Reader, Google Doc, Calendar, Picasa (photo) แล้วบริการใหม่ๆที่เพิ่งออกมาเพื่อเติมเต็ม software application ต่างๆ เช่น Web App

    - Dropbox: ฟรีกับขนาด 2G: บริการ storage เก็บข้อมูล online ที่ดังมากๆตัวนึง เพราะความง่ายในการใช้และสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูล สามารถ sync ข้อมูลได้เกือบทุก platform ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ (windows, mac, linux) มือถือก็ iphone, android, blackberry แถมสามารถใช้บริการได้ฟรีกับพื้นที่ 2G  ส่วนถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็จ่ายรายเดือนเอา

    - Box.net: ฟรีกับขนาด 5G บริการ storage อีกเจ้านึง แต่ทำมาเจาะตลาดทางธุรกิจมากกว่า โดยสามารถ share file หรือ document ระหว่าง user ได้ และสามารถใส่ comment เพราะให้แต่ละ user ทำงานร่วมกันได้

    - Mobile Me: ไม่ฟรี บริการ storage ของ apple ทีีสามารถ sync email, contact, calendar, photo ของเราบน internet ได้ระหว่าง iphone, mac, และ pc ได้ เพียงแต่ว่าต้องจ่ายรายเดือน  แต่มีข่าวแว่วๆว่ากำลังจะเปิดให้ใช้ฟรีเร็วๆนี้

    - Evernote: ฟรีแต่มีข้อจำกัดนิดหน่อย บริการจดโน้ตทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะจดเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง หน้าเวป link หรือ pdf  นอกจากจดแล้ว ยังสามารถเข้าถึงโน้ตที่เราจดได้เกือบทุก platform เหมือนกัน  อีกอย่างที่เป็นจุดขายของ evernote ก็คือ การค้นหาที่ง่ายและทรงพลัง ด้วยการใช้ tag, การใช้ word recognition ที่สามารถค้นหาคำในภาพที่เราถ่ายได้ คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาตอนจดโน้ตหรอก แต่มีปัญหาการหาโน้ตที่ตัวเองจดไม่เจอ แต่รับรองว่าถ้าคุณใช้ evernote คุณจะหาสิ่งที่คุณจดได้ง่ายๆ

    - Xmark: ฟรี บริการ sync bookmark ระหว่างหลายๆ คอมพิวเตอร์ หลายๆมือถือ และหลายๆ browser เช่น internet explorer, firefox, chrome, safari และsync ผ่านการใช้ plug-in บน browser นั้นๆ

    - Delicious: ฟรี บริการ sync bookmark เหมือนกัน แต่ให้บริการผ่านทางเวปไซด์เลยทำให้คอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ เครื่องไหนที่เข้าเวปได้ก็สามารถ sync ได้หมด มองจริงๆอาจจะไม่ได้ sync แค่เพียงแต่ save ไว้ในเวป  มี plug-in บ้างสำหรับบาง browser

     

     

    วีดีโอแถม

    YouTube Preview Image

     

    อ้างอิง:

    http://en.wikipedia.org/wiki/Cloud_computing

    http://communication.howstuffworks.com/cloud-computing3.htm

    eak500

    เมื่อ "หนทางที่เดินมา" กับ "ชีวิตที่เพิ่งรู้ตัวว่าชอบอะไร" ไม่ได้เข้ากันสักเท่าไหร่ !!!… เว็บไซด์ techz500.com นี้จึงเกิดขึ้นมา เพื่อขีดเส้นทางใหม่ให้กับตัวเอง เพื่อเป็นทางระบายออกให้กับสิ่งที่ชอบ เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ชอบให้กับคนที่ชอบเหมือนกัน .... และเพื่อความมันชีวิต!!! โว้ย

    Website - Twitter - More Posts

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    1. แนะนำwebsite: Searchหารูปด้วยรูป
    2. Internet Explorer 9 RC ออกแล้ว
    3. Google ออก Chrome Web Store มันคืออะไร มีอะไรน่าใช้
    Author
    รับบทความใหม่ทาง email